กฏหมายกับครอบครัว
ข้อกฎหมายต่างๆที่คุณควรรู้ สำหรับเรื่องของครอบครัว

รัฐธรรมนูญมีกลไกคุ้มครองผู้หญิงอย่างไร
                                                                                                             รศ. วิมลศิริ  ชำนาญเวช
                                                                                                                                                คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น
                ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ เมื่อ พ.ศ. 2528 แลได้เข้าประชุมปีสตรีสากลที่กรุงปักกิ่ง เมื่อ พ.ศ. 2538 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบงานส่งเสริมและพัฒนาสตรีในสมัยนั้น ได้ประกาศยืนยันรับรองมติของที่ประชุมว่าจะส่งเสริมให้สตรีมีบทบาทในการบริหารระดับสูงเพิ่มขึ้น แต่เพียง 1 เดือน หลังจากการประชุมที่ปักกิ่ง รัฐบาลไทยก็ไม่สามารถรักษาอุดมการณ์ของปฎิญญากรุงปักกิ่งได้  เพราะไม่แต่งตั้งอธิบดีหญิงซึ่งมีความรู้ความสามารถและอาวุโสเพียงพอเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามเจรจากับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงแต่ไม่สำเร็จ  กลุ่มผู้นำสตรีได้มีการชุมนุมประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่ได้ผลประการใดและอธิบดีหญิงซึ่งถูกเลือกปฏิบัติเพียงเพราะเป็นผู้หญิงไม่อาจจะไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมได้จากที่ไหนเพราะรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้นไม่มีกลไกคุ้มครองผู้หญิง

                ถ้าเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ผู้หญิงที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะไม่ไร้ที่พึ่งอีกต่อไป  เพราะปัจจุบันนี้มีกลไกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ไว้คุ้มครองผู้หญิง จึงเป็นความจำเป็นที่ผู้หญิงทุกคนควรทำความเข้าใจ ศึกษาวิธีการที่จะเข้าถึงกลไกเหล่านี้ ถ้าเราไม่สนใจไม่ศึกษา ก็เหมือนกับเรามีมีดอยู่ในฝักไม่ได้ชักออกมาดูว่าคมหรือไม่ กดสปริงอย่างไรจึงจะเอาออกมาใช้ป้องกันตน ช่วยเหบือตนเองได้

รัฐธรรมนูญใหม่ให้อะไรกับประชาชน
            รัฐธรรมนูญใหม่มีกหลักการใหม่ที่ให้แก่ประชาชน 4 ประการคือ
 
  1. รับรองศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
  2. การปฏิรูปการเมือง
  3. มีองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
  4. มีองค์กรคุ้มครองให้รัฐธรรมนูญมีผลในทางปฏิบัติ
ใน๙นะที่ผู้หญิงเป็นประชาชนคนหนึ่ง ผู้หญิงก็จะได้รับเป็นพิเศษจากรัฐธรรมนูญฉับับนี้คือ
 
  1. รับรองความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิง (ม. 30, 80)
  2. ขยายโอกาสทางการศึกษา 12 ปี (ม.43)
  3. คุ้มครองจากการใช้ความรุนแรง( ม.53)
  4. มีผู้แทนองค์กรพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับเด็กและสตรีอย่างน้อย 1 ใน 3 ของกรรมาธิการทั้งหมด (ม.190)
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
            ถ้าผู้หญิงถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ได้รับแต่งตั้ง ตัดโอกาสความก้าวหน้าจะร้องเรียนได้ที่ไหน ถ้าผู้หญิงสอบข้อเขียนผ่านแต่ไม่ได้รับเลือกให้เข้าเรียนช่างยนต์ เพียงเพราะ “เป็นผู้หญิงจะไปนอนหงายใต้ท้องรถได้อย่างไร?” ผู้หญิงก็ไปร้องเรียนได้ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดรัฐสภา หรือจะร้องเรียนต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนคนใดคนหนึ่งก็ได้

                คณะกรรมการชุดนี้ ก่อตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 199)  ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะน้ำของวุฒิสภา  จากผู้ซึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์ ขณะนี้คณะกรรมการสรรหาได้เสนอชื่อบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2543 แต่วุฒิสภาชุดเก่าหมดวาระลงเสียก่อนจึงยังมิได้แต่งตั้ง ต้องรอให้วุฒิสภาชุดใหม่ทำหน้าที่เลือก 11 คน เพื่อเสนอชื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

                ข้อสำคัญที่ต้องระวังคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่มีอำนาจรับพิจารณาเรื่องที่กำลังฟ้องร้องเป็นคดีกันในศาล หรือที่ศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ดังนั้นผู้เดือดร้อนจะต้องตัดสินใจเลือกว่าจะฟ้องศาล หรือจุร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ศาลปกครอง
            ถ้าท่านได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐกลไกใหม่ตามรัฐธรรมนูญที่จะช่วยท่านได้คือ ศาลปกครอง ขอยกตัวอย่างสัก 2-3 เรื่องดังต่อไปนี้
 
  1. จะไปจดทะเบียนสมรส แต่นายอำเภอไม่ยอมดำเนินการให้เพระคนรักของท่านเป็นคนต่างชาติ
  2. จะไปซื้อที่ดินแต่เจ้าหน้าที่ไม่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้เพระท่านเป็นบุตร หรือเป็นคู่สมรสของคนต่างชาติ
  3. จะไปแจ้งความเพราะถูกสามีซ้อมทุบตี แต่ตำรวจไม่รับแจ้งเพราะกลัวคดีค้างโรงพัก หากท่านเปลี่ยนใจกลับไปคืนดีกัน
                เรื่องเหล่านี้ฟ้องได้ที่ศาลปกครอง คำพิพากษาของศาลปกครองจะผูกพันหน่วยงานนั้นๆ  ให้ยกเลิกระเบียบปฏิบัติหรือคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเช่นเดียวกับท่านพลอยได้รับผลจากการร้องเรียนของท่านด้วย
กรณีตัวอย่าง
 
  1. นายสมบูรณ์หนุ่มไทย รักนางสาวโด๋ถิหญิงญวนอพยพ ได้แต่งงานตามประเพณีอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 แต่จดทะเบียนสมรสไม่ได้ เพราะนายอำเภอเมืองอุบลราชธานีไม่ยอมจดทะเบียนสมรสให้ อ้างว่าเจ้าสาวไม่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว มีแต่บัตรประจำตัวคนญวนอพยพ
เจ้าบ่าวจึงร้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้ เพราะถ้ามิได้จดทะเบียนสมรส บุตรก็จะมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสิทธิถือสัญชาติไทยตามบิดา แม้จะเกิดในผืนแผ่นดินไทย มีบิดาเป็นคนไทยก็ตาม
นายอำเภอแถลงต่อศาลว่าที่ใหม่จดทะเบียนสมรสให้เพราะการสมรสของบุคคลทั้งสองขัดกับคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งสั่งให้นายทะเบียนสมรสเข้มงวดในการจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศอ้างคำสั่งที่ 649/2496 และที่ 20695/2501

ศาลฎีกาพิพากษาว่า ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ให้นายทะเบียนเข้มงวดเรื่องการจดทะเบียนสมรสเพื่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศนั้น ต้องเป็นกรฯที่ชายหญิงมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย คดีนี้ศาลเชื่อว่าผู้ร้องและนางสาวโด๋ถิมีเจตนาจะสมรสเพื่อเป็นสามีภริยากันตามกฎหมายเพื่อให้บุตรได้มีสัญชาติไทย จึงมีคำสั่งให้นายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3057/2526)

คำพิพากษานี้เป็นคำพิพากษาของศาลยุติธรรมธรรมดา ผูกพันเฉาะคู่กรณี ถ้าผู้เดือดร้อนรายอื่นจะจดทะเลียนสมรสกับคนต่างชาติแล้วนายทะเบียนไม่จดให้ก็จะต้องฟ้องร้องต่อศาลปกครองจะมีผลยกเลิกคำสั่งขอกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผู้เดือดร้อนรายอื่นๆ จะได้รับประโยชน์จากคำพิพากษาของศาลปกครองโดยไม่ต้องต่างคนต่างฟ้องเหมือนสมัยที่ไม่มีศาลปกครอง
 
  1. นางสาวสุรางค์ จะซื้อบ้านซึ่งตั้งอยุ่บนที่ดินไม่มีโฉนด ที่อำเภอสันป่าตอง แต่นายอำเภอไม่ยอมจดทะเบียบสิทธิและนิติกรรมเพราะนางสาวสุรางค์แจ้จะเป็นคนไทยแต่ก็มีบิดาเป็นคนต่างด้าว นายอำเภออ้างว่าขัดกัลระเบียบของกระทรวงมหาดไทย นางสาวสุรางค์ จึงฟ้องนายอำเภอต่อศาล ศาลฎีกาพิพากษาว่า
“คนไทยทุกคนมีสิทธิเสมอภาคกัน ในอันที่จะถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใดๆ เว้นแต่จะมีกฎหมายห้ามหรือวางเงื่อนไขอย่างใดไว้ ศาลนี้ไม่เห็นเลยว่าจะมีบทกฎหมายใดที่ว่าคนไทยจะถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนก่อน หรือว่าจะมีกฎหมายให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนให้หน่วงเหนี่ยวขัดขวางการรับจดทะเบียนไว้ได้ตามอำเภอใจ ระเบียบที่จำเลยอ้างแม้จะมีอยู่ก็มิใช่กฎหมาย และไม่มีกฎหมายอันได้ให้อำนาจ ให้ออกระเบียบเช่นนั้น.........”
 
ศาลบังคับให้นายอำเภอจดทะเบียนการซื้อบ้านและที่ดินให้แก่ นางสาวสุรางค์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 881/2495)แต่คำพิพากษานี้มิใช่คำอีกสามปีต่อมานายน้อยหรือโมกุล อาเม็ด ซึ่งแปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ยอมจดทะเบียนการซื้อที่ดินให้ นายน้อยก็ต้องฟ้องศาลเอง ศาลตัดสินให้นายน้อยซื้อที่ดินได้เช่นเดียวกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 1428/2498)
สำหรับคนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวเจ้าพนักงานไม่ยอมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้เพราะเป็นการช่วยให้คนต่างชาติได้กรรมสิทธิในที่ดินนั้นด้วยในฐานะเป็นสินสมรส เรื่องนี้มีทางออกตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2542 ให้ปฏิบัติตามแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยเสนอตามหนังสือที่ มท 0710/ว792 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2542 คือ
 
  1. ในกรณีที่จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้นำคู่สมรส ที่เป็นคนต่างด้าวมายืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า เงินที่น้ำมาซื้อนั้นเป็นองคนไทยผู้จะซื้อทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ที่ดินเป้นสินส่งนตัวของผู้จะซื้อ เจ้าพนักงานก็จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้
หากคู่สมรสไม่ยืนยันว่าเป็นเงินส่วนตัวของผู้จะซื้อ แต่กลับยืนยันว่าเงินทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นสินสมรส เจ้าพนักงานก็จะไม่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แต่จะส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินเพื่อ ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยต่อไป
 
  1. ในกรณีที่คนไทยอยู่กินฉันสามีภริยากับคนต่างด้าวโดยมิได้จดทะเลียนสมรส หากจะซื้อที่ดินก็ให้นำบุคคลต่างด้าวนั่นมายืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเงินที่จะนำมาซื้อนั่นเป็นของคนไทยเพียงฝ่ายเดียว มิใช่ทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน เจ้าหน้าที่ก็จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรามให้ แต่ถ้ายืนยันว่าเป็นเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเจ้าน้าที่ก็จะส่งเรื่องให้กรมที่ดินเพื่อขอคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อไป
การที่พ่อแม่จะยกที่ดินให้ลูกซึ่งมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวก็ให้ยืนยันว่าให้เป็นสินส่วนตัวของลูก เจ้าพนักงานก็จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้
มติของคณะรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสให้คนไทยที่มีคู่สมรสเป็นต่างด้าวซื้อที่ดินได้ หรือรับการให้ได้ก็เพราะมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 30 ซึ่งบัญญัติว่า
“บุคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
 
  •  
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย หรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรอสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนุญจะกระทำมิได้”
 
  •  
และมาตรา 48 วรรคแรก บัญญัติว่า
 
  •  
  •  
ศาลรัฐธรรมนูญ
            ถ้าเราเห็นว่าใครทำอะไรขัดต่อรัฐธรรมนูญเราจะฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง ได้หรือไม่ ตอบว่าไม่ได้ค่ะ ถ้าเราได้รับความเสียหายไม่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เราต้องร้องเรียนผ่านองค์กรต่างๆเช่น
 
  1. ถ้ามีคดีความในศาลยุติธรรม แล้วกฎหมายที่จะนำมาใช้กับเราขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เราส่งเองไม่ได้ ต้องให้ศาลที่พิจารณาคดีของเราเป็นผู้นำส่ง
  2. ถ้าเราถูกเลือกปฏิบัติเพราะเป็นผู้หญิงไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมชาย ต้องร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งจะส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้เราได้รับความเป็นธรรม หรือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งจะเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้
  3. ถ้าเราเป็น ส.ส. แล้วถูกขับออกจากพรรคเพราะการปฏิบัติหน้าที่ของเรา เราต้องชวนสมาชิกของพรรคจำนวนไม่น้อยกว่า 50 คน หรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองนั้นๆ จำนวน 1 ใน 3 รามกันยื่นเรื่องให้ศาลวินิจฉัย เช่น กรณี ส.ส. พรรคประชากรไทย 12 คน ถูกขับออกจากพรรค ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติของพรรคประชากรไทยเป็นมติกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายความว่า มติของพรรคที่ให้ขับ ส.ส. กลุ่มนี้ ขับไม่สำเร็จ
  4. ถ้าเราเห็นว่านักการเมืองคนใดไม่สุจริตในฐานะพลเมืองดีเรามีหน้าที่เพี่ยงให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ประธานป.ป.ช. จะดำเนินการสอบสวนและแจ้งต่อศาลรัฐธรรมนูญ
เราฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเองไม่ได้
                กลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนด ประกอบด้วยกรรมการกี่คน มีอำนาจหน้าที่อย่างไร อยู่ในตำแหน่งวาระละกี่ปี จะร้องเรียนได้ที่ไหน กรุณาดูเอกสารแนบท้ายบทความนี้ค่ะ

บทบาทของสตรีตามรัฐธรรมนูญใหม่
            เมื่อรัฐธรรมนูญให้สิทธิเสรีภาพแก่สตรี ทั้งยังมีกลไกคุ้มครองที่จะให้รัฐธรรมนูญมีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงเสือกระดาษ สตรีควรมีบทบาทอย่างไรบ้าง ผู้เขียนเห็นว่าเราควรมีบทบาทอย่างน้อย 4 ประการคือ
 
  1. ในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขอให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกคนดีเข้าไปทำหน้าที่แทนเราในสภา อย่านอนหลับทับสิทธิ คิดว่าเสียงเดียวไม่สำคัญจึงไม่ไปก็คงได้
  2. ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ ถ้าเราพร้อมที่จะสมัครเป็นสมาชิก อ.บ.ต., ส.จ., ส.ส. หรือ ส.ว. ก็ขอให้ลงสมัครเพื่อเข้าไปรับใช้ชาติรับใช้ชุมชนของเรา
  3. ถ้าเราไม่พร้อมที่จะสมัครเอง  เราก็สนับสนุนช่วยให้คนดีเข้าสภาช่วยจับตามอง อย่าให้มีการซื้อสิทธิ ขายเสียง ซึ่งถุก กกต. สั่งแขวนชื่อทำให้ต้องเลือกแล้วเลือกอีก เสียเวลาและงบประมาณของแผ่นดิน
  4. ติดตามตรวจสอบว่าพรรคการเมืองไดมีนโยบายสนับสนุนสตรีอย่างไร และได้ทำตามนโยบายหรือไม่ ถ้าไม่ทำตามคราวหน้าก็อย่าเลือกพรรคนั้น นะคะ
ถ้าผู้หญิงทุกคนเอาใจใส่เรื่องการเมือง บ้านเมืองของเราก็จะเจริญรุ่งเรืองกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้แน่ๆค่ะ

สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 13
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 470
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 1,122,910

https://www.youtube.com/watch?v=Qld3GAoY-i4
คลิปเกี่ยวกับอาการหย่อนสมรรถภาพชาย

คลิปปัญหาของคูณผู้หญิง

คลิปปัญหาเกี่ยวกับหนังศรีษะ
 
คลิปแก้ไขปัญหาผิวพรรณให้อ่อนเยาว์
 
 
เชิญติดตามรับฟัง รายการ "เสพสมเสน่หา"
ได้ที่ FM. 95 ทุกวันอาทิตย์ 19.30 - 22.00

รับฟังย้อนหลังที่นี่
 
Copyright by doctornopporn.com
Engine by MAKEWEBEASY